ERP กับการศึกษา

posted on 25 May 2015 11:08 by chaiz999
ณ ทุกวันนี้เราเห็นอะไร 
 
พม่าเป็นแรงงาน คนงานบ้านเรา เวียดนาม ลาวก็เช่นกัน แต่ 
ผมไปเข้าที่โรงงานลูกค้ามา เป็นโรงงานญี่ปุ่น กำลังดูเรื่องระบบการจัดวาง ที่ทางญี่ปุ่นให้จัด สักพัก เห็นพนักงานโรงงานเดินเข้ามาคุยกับ คนญี่ปุ่น พูดภาษาอังกฤษ ปร๋อ ผมก็นึกในใจ คนนี้เก่งนะ เป็นแค่พนักงานโรงงานแต่คุยภาษาอังกฤษได้ดี เลยรอสักพัก ให้คุยจบแล้วก็เดินเข้าไปทัก สวัสดีครับ 
 
เงียบ -------
 
เค้าพูดไทยไม่ได้เป็น พม่าครับ ผมเลยถามเค้าว่า ทำไมพูดภาษาอังกฤษเก่งจัง เค้าบอกผมว่า 
พม่า : ผมจบบัญชีระหว่างประเทศ (International Accounting)
ผม : แล้วทำไมมาทำงานในโรงงาน เงินเดือนเท่าไร ทำไมไม่ไปหางานทำที่พม่าละ
พม่า : บ้านเมืองผมวุ่นวาย มีการรบราฆ่าฟันกันตลอดครับ แล้วงานดีๆ หาไม่ได้ง่ายๆ เลยมารับค่าแรงวันละ 300 ที่เมืองไทยและรอ AEC เปิดจะได้มาทำบัญชีครับ
ผม : แล้วใช้คอมพิวเตอร์เป็นไหม
พม่า : word , excel , outlook ได้หมดครับ แต่เรื่อง Software บัญชีนี่ สอนผมผมก็ยินดีเรียนรู้ครับ ผมชอบ
 
====ผมคิดในใจ คนไทยทั้งบริษัท มีแค่ 2 คนที่พูดอังกฤษได้ เงินเดือน 14,000 บาท พูดอังกฤษไม่ได้ ไม่เข้าใจระบบการทำงานในองค์กร และแถมใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็นอีก และไม่ชอบเรียนรู้ เมื่อไรที่ AEC เปิดเต็มรูป เราจะทำยังไงกัน =====   - -"
 
ถามว่าทุกวันนี้ คนที่จบมา ตกงานกันเท่าไร แถมบางบริษัท ระบุเลยว่าไมคนจบจากที่นู่น ที่นี่ เพราะอะไร 
เพราะการศึกษาไทยไม่ได้สอนให้คนหาปลาเป็น สอนให้รู้จักแต่รอปลาที่เค้าเอามาให้ ทำให้คนไทยคิดไม่ได้ สู้ไม่ได้ 
 
ล่าสุดผมเดินไปออกกำลังกายปอด ใต้ตึกแถวสีลม มีคนเดินใส่สูทมา หน้าตาปกติ มาถึงก็ถามขอยืมไฟหน่อย (ภาษาอังกฤษ) ผมเลยถามเค้าว่าเค้ามาจากไหน เค้าบอกเค้ามาจาก เวียดนามครับ ผมเลยเอะใจอีก ถามว่ามาทำอะไร เค้าบอกว่าเค้ามาทำ IT Manager ที่นี่ เงินเดือนดี ผมเลยถามว่าเท่าไรครับ เค้าบอก 20,000 บาท (นึกในใจ บริษัทที่เราเคยทำ IT manager ไม่ต่ำกว่า 50,000 เลยนี่นา ) มันทำให้กลับไปคิดถึงรุ่นพี่คนนึงที่เค้าอยู่ไทยเบฟ ว่าเปิดสาขาที่เวียดนาม เมื่อ 3 ปีก่อนเค้าบอกคนเวียดนาม เรียนจบ IT เยอะ ค่าแรงถูก จริงๆ ด้วย แล้วตอนนี้ เราทำอะไรอยู่ในเมืองไทย
 
ผมเลยกลับมาคิดใหม่ว่าทำอย่างไรให้คนไทย สามารถพัฒนา และแข่งขันในตลาดแรงงานที่จะเปิดเพิ่มขึ้นได้ ทำอย่างไร ที่อนาคตคนไทยจะไม่กลายเป็นลูกจ้าง พม่า ใช้แรงงานแทน เพราะรอบๆบ้านเรา เริ่มจะแซงเราได้เรื่อยๆแล้ว แต่ละประเทศข้างๆ เราก็พัฒนาไปมาก เหลือแต่เรานี่แหละที่ยังไม่ได้ไปไหนเลย   T T '
 
ปีนี้เลยทำการผลักดันให้มหาวิทยาลัยต่างๆ เอาระบบ ERP เข้าไปสอนเพื่อให้เด็กไทย จบออกมา มีอาวุธเพิ่ม เพื่อจะแข่งขันได้ในสิ่งที่เค้าไม่มี ถามว่าทุกวันนี้เราอยากเห็นอะไร เราเคยคิดไหมว่า ทำไม เด็กไทยจบใหม่บางสถาบันถึงไม่เป็นที่ต้องการของตลาด และทำไมเราจึงไม่ได้เดินไปไหน 
 
อย่างที่ผมบอก ผมรอไม่ได้แล้ว ผมต้องผลักดันให้ มหาลัยต่างๆ พัฒนาบุคคลากรที่ออกมาพร้อมใช้งานได้ ไม่ใช่มาเรียนรู้เอาข้างนอกเหมือนแต่ก่อนแล้วเพราะว่าเราแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน แทบจะไม่ได้แล้วปัจจุบันนี้ ถ้าเราเอา ERP เข้าไปให้ได้ จะช่วยให้คนจบออกมามีงานทำมากขึ้น และเพิ่มโอกาสทางเลือกในการทำงานมากขึ้น เพราะสาขาบางสาขาอาชีพ ไม่มีคนรู้จักแต่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานบ้านเรามาก ก็มี
 
ไม่อยากเห็นคนไทยจบปริญญาตรีต้องไปเป็น คนงาน บ้านพม่า หรือบ้านข้างเคียงเรา เพราะเราหางานไม่ได้ ถามว่าทำไมคนที่จบสิงคโปร์ ถึงมีแต่คนต้องการตัว เพราะระบบการศึกษาของเขาสอนให้คนหาปลาเป็น ไม่ได้รอคนเอามาป้อนให้ สังเกตุเด็กใหม่ๆ ที่จบมาต้องให้บอกทุกอย่าง ไม่รู้จักหาเอง ถามไว้ก่อน พ่อสอนไว้ เพื่อนๆ พี่ๆ ที่หลายบริษัทก็บ่น 
 
ระวังตัวไว้ให้ดี กับตลาดแรงงานที่เปิดเสรี ไม่ใช่ว่าเราจะมีโอกาสไปทำงานเมืองนอก แต่กลับกลายเป็นว่าเรา เสียที่นั่งให้คนรอบบ้านเราครับ 
 
อย่าไปคิดว่า ช่างมันแค่ส่วนน้อย แต่ต้องถามตัวเองกลับไปว่า ถ้าวันนึงเค้าเป็นส่วนใหญ่ขึ้นมาละ เราจะทำยังไง
 
Update ----
 
เคยมีคำกล่าวว่า
 
การใดจะสำเร็จเป็นไม่ได้ หากไม่มีมารพจญ 
 
ฉันใด ฉันนั้น การจะทำให้การศึกษาไทย เกิดขึ้นได้ก้าวหน้าขึ้นไป ก็มีคนที่ไม่หวังดี คอยฉุดดึงให้ต่ำลงมาเรื่อยไป เพียงเพราะแค่เหตุผลส่วนตัว รายได้หายไป 
 
อยากถามกลับไปว่าหากลูกคุณโตขึ้นอยากให้ลูกได้รับการศึกษาที่ดีๆ มีความก้าวหน้าบ้างไหม แล้วเช่นใดจึงมองแค่กระเป๋าตังค์ตัวเองอยู่ ทำไมไม่ให้อะไรกับสังคมส่วนรวมบ้าง เกิดเป็นมนุษย์ต้องมองถึงคนส่วนรวมให้มาก อย่าเห็นแก่ตัว ถึงแม้ตัวจะแก่ก็ตาม 
 
ปล่อยวาง และให้ทุกอยางเดินไปตามกระแสของสัจธรรม ---
 
 
 

edit @ 25 Jun 2015 18:09:31 by Consult SAP B1

ERP คืออะไร

posted on 18 Apr 2014 10:53 by chaiz999 directory Knowledge
เอาทางวิชาการ คือ Enterprise Resource Planning นั่นคือ การบริหารทรัพยากรขององค์กรให้อย่างมีประสิทธิภาพ 
 
แต่ทางชาวบ้านคือ โปรแกรมที่ใช้ในองค์กรเพื่อให้เดินหน้าไปในทางเดียวกัน และช่วยในการตัดสินใจต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น เป็นโปรแกรมที่เอาง่ายๆ เปรียบเหมือน รถ ถ้าคนเราเดิน ก็ไปจุดหมายได้ แต่ใช้เวลาเท่าไรละในการไปถึงจุดๆนั้น แต่ถ้าเรามีรถเราก็จะสามารถไปถึงจุดหมายได้เร็วขึ้น  
มีคนเคยเรียน (อดีตเคยเป็น อ.พิเศษ สอน ป.โทครับ) ผมถามเค้าว่า ใครคิดว่า ERP ไม่มีประโยชน์บ้าง และการมีและไม่มีต่างกันอย่างไร
Student : ปัจจุบัน เค้าให้พนักงานทำ excel ก็เก็บข้อมูลได้เหมือนกัน
Me : แต่ผมถามกลับว่า ถ้าวันนี้มีคนต้องการใช้งานพร้อมๆ กันทำอย่างไร เพราะ excel ต้องเปิดและทำการ Update ข้อมูลได้ทีละคน
Student :  รอไปก่อน .ให้คนแรกทำงานเสร็จแล้วบอกคนต่อมา
Me : แล้วผมถามกลับ ว่าถ้าหากลูกค้ารอ ต้องการสินค้าตอนนี้ จะทำอย่างไร 
Student : ก็ทำเอกสารมือไปก่อน แล้วเมื่อไรที่คนแรกเสร็จ ค่อยมา update
Me : แล้วรู้ได้อย่างไรว่าคนขายจะไม่ลืมคีย์ หรือตั้งใจลืม อันนี้เป็นกระบวนการที่ทุจริตได้ง่าย 
 
แล้วผมก็ถามนักเรียนคนต่อไป 
Me : ถ้าหากเราต้องการรายงาน ต้นทุนและประวัติการขาย สินค้าให้ลูกค้ารายหนึ่งที่เรากำลังแข่งขันกับ คู่แข่ง เราใช้ excel นี้จะใช้เวลากี่วัน
Student : ใช้เวลาประมาณ 2 วัน แต่หากประเมินจากต้นทุนสินค้าที่ซื้อเข้ามา ก็ทำการขายได้ทันที
Me : แล้วต้นทุนแฝง เช่นค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายต่างๆ กว่าของจะเข้ามาถึงออฟฟิซละ 
Student : ก็ใช้วิธีประมาณการเอาครับ เพื่อให้ทันขายกับคู่แข่ง 
Me : แล้วถ้าคู่แข่งลดราคาลงมาอีกละ 
Student : อันนี้ก็ต้องดูว่าเรา จะเล่นหรือไม่ ถ้าไม่เล่นก็ให้ลูกค้าซื้อกับคู่แข่งไปเลย 
Me : ........ 
 
 
 
จากตัวอย่าง ที่ผ่านมาหลา่ยๆคนคงจะเห็นว่าอะไรคือ ERP และเอามาทำไม มีประโยชน์อย่างไร 
ผมจะพูดให้ฟังคร่าวๆ นะครับ
 
ข้อดีของ ERP 
1. ทำให้ข้อมูลในองค์กรเป็นอันเดียวกัน - แปลไทยเป็นไทย - เมื่อก่อนเราใช้ Excel วางไฟล์ไว้ ถ้าอยากให้คนอื่นเข้ามา Update File เราต้องรอให้อีกคนปิดก่อน และจะล่าช้า ไม่ทันการเพราะใช้งานได้ทีละคน และหากบันทึกผิดถูก ไม่มีใครรู้  เพราะต้องเอาเอกสารที่ส่งมาคีย์เข้าไป บางคนลายมือดีมาก ก็โชคดีไป บางคนเหมือนไม่เคยจับปากกาเขียนหนังสือ ก็กรรมไป 
แต่หากเป็นระบบแล้ว เอกสารจะออกมาจากระบบเป็นส่วนใหญ่ และเมื่อคีย์เข้าไปแล้วคนต่อไปสามารถเห็นได้ทันที เปิดหน้าจอเดียวกันคีย์พร้อมกันได้หลายๆ คน ทำให้ไม่ต้องเสียเวลารอ และลดเรื่องของการอ่านไม่ออกอย่างเห็นได้ชัด 
2. ทำให้การตัดสินใจเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว - ในอดีตการจะอนุมัติ อะไรเราต้อง รอเอาเอกสารไปให้ผู้มีอำนาจลงนาม และผู้มีอำนาจ มักจะไม่ค่อยอยู่กับที่ (ไม่รู้ว่าทำไม แต่เป็นเหมือนกันทุกที่) ทำให้ล่าช้า เสียโอกาสหลายๆอย่างไป แต่ในปัจจุบัน ระบบ ERP ที่ดีๆ แล้วสามารถอนุมัติได้ผ่านมือถือ ทำให้การตัดสินใจ เร็วขึ้นดีขึ้น และการไหลของกระบวนการเป็นไปไ้ด้อย่างต่อเนื่องเพราะไม่ต้องเสียเวลารอ 
3. การทำงานเป็นระบบ เนื่องจาก ก่อนที่จะใช้ระบบเราทำงานแบบมือทั้งหมด ทำให้เอกสารหลุดหรือการส่งต่อเอกสารมักจะมีปัญหา ทำให้ได้ข้อมูลไม่ครบ และไม่ใช่ว่าการทำงานที่เป็นปัจจุบันที่เราทำนั้นเป็นกระบวนการที่ถูกและดีแล้ว แต่การใช้ระบบ ERP จะทำให้กระบวนการทำงานเป็นขึ้นตอนมากกว่าที่เคยเป็นคือระบบจะทำการกำหนด กระบวนการทำงานที่ถูกต้องในระบบ แล้วคนที่ทำงานจะต้องเดินตามระบบ เพื่อให้กระบวนการทำงานปัจจุบันเป็นไปตามระบบมากขึ้น และก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น 
เช่น ในระบบเดิม การผลิตจะเกิดจากการซื้อของเข้ามา แล้วมีวัตถุดิบอะไรจะผลิตอันนั้นก่อน ซึ่งบางทีก็ไม่รู้เลยว่า เป็นการผลิตที่รองรับความต้องการของลูกค้าอยู่หรือเปล่า แต่หากใช้ระบบแล้วกระบวนการซื้อจะมาจากกระบวนการผลิตหรือใบสั่งผลิต และจำนวนที่จะต้องผลิตมาจาก ความต้องการ หรือการ Forecast ของฝ่ายขาย ทำให้สามารถประเมินการผลิตได้แม่นยำรวดเร็วขึ้น
 
ตัวอย่างทั้งหมดนี้ จะทำให้ต้นทุนในการดำเนินการ ลดลงอย่างมหาศาล โดยการทำ Flow Process Chart เราจะเห็นได้เลยว่า กระบวนการไหลของเอกสาร ลดลงอย่างมาก และรวดเร็วขึ้น

edit @ 8 Apr 2015 18:13:28 by SAP

edit @ 25 May 2015 11:06:43 by SAP

edit @ 25 May 2015 11:08:51 by SAP

เริ่มการทำงานปีใหม่ กับกระทรวง โดยปีนี้ ทาง ผอ. ได้แนะนำอาจารย์ให้ใหม่ วันที่ไปพบกับอาจารย์นั้น ผมได้แต่คิดว่า น่าจะเหมือนเดิมคือมีแต่จะมาเอางบไปใช้ส่วนตัว ไม่ได้สนใจให้อะไรกับประเทศ แต่เมื่อได้พบทำให้ได้รู้ว่า ยังมีคนที่คิดจะทำอะไรเพื่อประเทศ เพื่อคนอื่น เป็นการให้จริงๆ โดยที่ไม่ได้สนใจเรื่องสิ่งตอบแทน 
 
เริ่มต้นวางโครงการปีนี้ ตั้งใจทำให้ดีกว่าปีที่แล้ว โดยได้คุยกับรุ่นพี่ที่อยู่ Oracle และรุ่นน้องที่ทำ Microsoft มาเพื่อมาดูว่าจะแบ่งงานกันอย่างไร พอเริ่มต้นก็คิดว่าเรามีทีม ที่ดี มีคนที่คิดเหมือนกันแต่แล้วอุปสรรค อันแรกก็มาเลยยย
 
รุ่นน้อง : ปีนี้ งานเยอะมากเลยครับ พี่ผมรับน้อยๆได้ไหม 
ผม : เออ ได้สิ เอาสักกี่บริษัท ดีครับ 
รุ่นน้อง : ขอสัก 0-1 แล้วกันพี่
ผม : เคร พอเรยย พี่ หามมันไปส่งโรงบาล ที
รุ่นพี่ : ทำไมวะ 
ผม : ก็มันขาเบี้ยว ปีที่แล้วก็งานเยอะ ปีนี้ก็งานเยอะ แล้วพวกตรูงานไม่เยอะหรือไงฟระ 
อาจารย์ : ใจเย็นๆ เดี๋ยวจานจะหาคนมาเพิ่มแล้วกัน 
TT
....  
 
อย่างน้อย การทำงานร่วมกัน มักจะมีอุปสรรคเสมอ นี่แค่ด่านแรก ยังไม่เท่าไร อย่างน้อยก็มีคนมาช่วยใน Project มากขึ้นก็ดี (ความคิดผม) 
 
พอเข้าอาทิตย์ที่จะเริ่ม Project เราจะกระจายกันเข้าบริษัท โรงงานกันเพื่อทำการสอนให้รู้จัก ERP และเตรียมตัวก่อนใช้ระบบ ERP 
 
อาจารย์ : เอ่อ อาจารย์ถามหน่อยนะคะ ว่าเราต้องสอนอะไรเค้าบ้าง
ผม : อ้าววววววววว (แล้วทำไม มาถามตอนนี้ละคร้าาาาาาบ )
แล่ว แล่ว แล่ว 
ผม : อาจารย์ครับ รบกวนนัดประชุมด่วนนะครับ เดี๋ยวผมจะได้เทรนให้ที่ปรึกษาทุกท่านเข้าใจกระบวนการ และการสอนครับ 
รุ่นพี่ : เฮ้ย พี่ต้องมาไหม (วะ)
ผม : ไม่มาก็ได้พี่ ถ้าไม่ได้รักกันจริง .... ขาดพี่ไป ผมก็แค่ขาดใจ สอนคนเดียวไม่กลัวตกหล่นก็แร้วววไป 555
 
เมื่อวันนัดประชุมมาถึง นัดกัน 5 โมงเย็นเพราะทุกๆท่านติดงานกัน 
ผมไปถึงประมาณ 4.30 เพื่อพักผ่อนและเตรียมสิ่งที่จะพูด
ทุกคนมาพร้อมกันหมด ยกเว้น รุ่นพี่ โทรมาบอกว่า "พี่ขอโทษวะ พอดีเพิ่งเสร็จจากลูกค้า เดี๋ยวจะรีบไปให้ทันนะ " ตู้ด ตู้ด ... 
ไม่รอผมตอบกลับเลย เอาวะ ทำเองก็ได้ 
 
พอเข้าประชุม คำถามแรกเลยคือ 
1. ใครรู้จัก ERP บ้าง
    นิสัยคนไทยที่ผมชอบ อย่างหนึ่งคือ ไม่มีใครกล้าออกความเห็น นั่นทำให้ผมเพ่งเล็งคนที่จะให้เป็นแม่แบบได้ง่ายขึ้น ผมเลยมองไปที่อาจารย์ อย่างมั่นใจ 
     อาจารย์ มองผมกลับ พร้อมกับสายตา อ้อนวอน (เหมือนจะบอกว่า ขออย่าเรียกกรูขึ้นไปพูดเรยยย ) 
     ผมมองตากลับ พร้อมกับ บอกว่า ( 555 ไม่ทันแระ ผมเล็งไว้แต่แรกแล้วครับ )
อาจารย์ครับ เชิญขึ้นมาบอกทุกๆคนหน่อยครับว่า ERP คืออะไร 
อาจารย์เอง ก็ไม่ใช่ย่อยครับ ดูเหมือนไม่อยากแต่พอเอาเข้าจริง เค้าทำการบ้านมาดีมาก มากกว่าที่ผมคิดไว้เสียอีก แล้วเค้าเองก็ทำหน้าที่ได้ดีกว่าตัวผมพูดเองอีก เพราะว่าความที่ชอบการสอน ชอบการให้ความรู้นี่เอง ที่ว่าทำไมโครงการ รัฐทั้งหลายต้องการอาจารย์มาทำโครงการเหล่านี้ 
 
เมื่อได้เริ่มเข้า โรงงาน ปีนี้ ต้องบอกว่าวัตถุประสงค์ที่อยากจัดโครงการนี้ก็เพื่อให้ องค์กรทั้งหลาย สามารถที่จะเตรียมตัวและหาโปรแกรมที่เหมาะกับตัวเองได้ อย่างเหมาะสมพอเริ่มโครงการ ก็พบปัญหาอย่างที่สองที่ตามมาคือ มีบางองค์กร อาจารย์ที่ปรึกษาให้ซื้อโปรแกรมมาแล้ว ตั้งแต่ปีก่อนหน้า ซึ่งมันไม่เหมาะกับการทำงาน ทำให้ขึ้นระบบไม่ได้ หรือใช้ไม่ได้เลยก็มี เลยต้องทำการแก้ไขโดยการเริ่มต้น คุยกับ Software Vendor ก่อนว่าจะแก้ไขอย่างไรได้บ้างมีค่าใช้จ่ายอย่างไรเท่าไร เทียบกับการซื้อใหม่แล้วเป็นอย่างไร 
 
บางทีก็นึกไปว่า ทำไมคนเราชอบทำอะไรแค่เห็นผลประโยชน์ตรงหน้า ไม่ได้มองว่าใครจะเดือดร้อนบ้าง ไม่ได้คำนึงถึงคนอื่นเลย ก็นึกกลับไปที่พระอาจารย์สอน "มนุษย์นั้นกิเลสหนา เกิดมาเพราะมีกรรม ทำสิ่งใดให้คิดถึงคนข้างหลัง อย่าหูเบาฟังอย่างเดียว " อาจเป็นเพราะบางคนนั้นไม่เข้าใจ แล้วถูก Vendor Software นั้นกล่อมให้เชื่อว่ามันใช้งานได้ เหมาะสม บางคนอาจเป็นเพราะกิเลส ตัณหา อยากได้อยากมีแต่คิดผิดไปชั่ววูป แต่เรามีหน้าที่ทำมันกลับมาให้ถูกทางแค่นั้น 
 
 
หลังจากทำงานกันทั้งโครงการปัญหาอย่างที่สามคือ เวลา เพราะว่าระยะเวลาโครงการ 180 วัน มันจะมีการเลื่อนจากองค์กรเอง จากตัวอาจารย์ผู้สอนเองทำให้เวลาไม่พอ ทางแก้ไขของผมคือ ใครติดอะไรขอให้แจ้ง ถ้าใครสามารถเข้าไปแทนได้ ขอให้เข้าแทน เพื่อให้ทันกับเวลาที่ต้องส่งรายงาน และวันที่ต้องส่งรายงาน อาจารย์เองเป็นผู้ที่รับผิดชอบแทนผมโดยการทำหนังสือสรุปโครงการให้ โดยส่งให้อาจารย์ทุกท่านตรวจสอบก่อนส่ง 
 
โดยส่วนตัวผมแล้วต้องขอขอบคุณอาจารย์ทุกท่านที่เข้ามาช่วย เพื่อให้ผู้ประกอบการไม่โดนหลอก และได้ทำการปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ถูกต้องก่อนที่จะเริ่มใช้ระบบ แต่น่าเสียดายที่อาจารย์หลายๆ ท่านได้ติดเรื่องส่วนตัวทำให้เป็นปีเดียวที่ทำงานได้อย่างถูกต้อง และเห็นผล ส่วนปีต่อๆ ไปก็ขึ้นอยู่กับบุญและกรรมของแต่ละคน เพราะได้ข่าวมาว่า มีด็อก คนเดิมมาซื้อตัว เพื่อขอโครงการนี้ไปทำต่อ น่าเสียดาย ภาษีของประชาชนที่จะต้องละลายหายไปเพราะคนไม่ดีไม่กี่คน 
 
 
 
 
 

edit @ 8 Apr 2015 17:30:06 by SAP

edit @ 25 May 2015 11:15:35 by Consult SAP B1

ERP กับ AEC

posted on 18 Apr 2014 10:44 by chaiz999 directory Knowledge
กลับมา Update Blog หลังจากที่ไม่ได้ Update มาเสียนาน 
 
ทุกๆคนคงจะเคยได้ยินคำว่า AEC แล้วนะครับ ปี 2559 นี้ ประเทศไทยเราจะเปิด AEC อย่างจริงจังแล้ว
 
แล้ว AEC นี้ มีผลกระทบอะไรกับเราบ้างครับ 
 
 
1. เราได้เปิดตลาดการค้าเราให้กว้างขึ้น สามารถไปทำงานในต่างประเทศได้ 
    แต่เงื่อนไขคือ ต้องดูอาชีพและประเทศที่เราจะเข้าไปทำงาน ว่าเค้าเปิดรับหรือไม่ครับ เช่นประเทศไทยเราเปิดรับแค่ 8 อาชีพ โดยที่ไม่ต้องทำ Visa ทำงานอีกต่อไปแต่ต้องสอบให้ได้ Certificate ครับ 
   ข้อเสีย : เราไปไหนไม่ได้ไกล เพราะมาตรฐานบางสายอาชีพ ยังไม่เท่าเพื่อนบ้าน และราคาค่าตัวบางอาชีพของเพื่อนบ้านถูกกว่าเรา ทำให้อาจจะเสียเก้าอี้ที่นั่งปัจจุบันได้
 
2. สังคมและวัฒนธรรมจะเปิดรับสิ่งใหม่ๆ มากขึ้น
    สิ่งดีคือเราจะเหมือน สหรัฐ ที่มีทุกเชื้อชาติ มีวัฒนธรรมใหม่ๆ เกิดขึ้น ทั้งที่ดี และไม่ดีจะเข้ามาหมด ถ้าหากเราไม่ได้ทำใจยอมรับ ก็จะเกิดการต่อต้าน และปัญหาต่างๆ จะมีเข้ามามาก  ทั้งเชื่อชาติ และวัฒนธรรม 
   แต่มีข้อดี คือเราจะได้เรียนรู้ วิธีคิด วิธีการทำงานของชาติที่ดีๆเข้ามาด้วยเช่นกัน
 
3. กลไกทางการตลาด จะมีมาตรฐานเดียวกัน 
    เมื่อเปิดตลาดให้กว้าง ราคาที่ขายสินค้าก็จะปรับให้เท่ากันทั้งตลาด ซึ่งทำให้การผูกขาดราคาสินค้า อุปโภค บริโภค ไม่เป็นผล ราคาสินค้าในตลาด AEC จะมีมาตรฐานเดียวกันหรือใกล้เคียงกันมากขึ้น รวมทั้งมาตรการ ควบคุม คุณภาพสินค้าจะมีผลมากขึ้น ในการกำหนดราคา 
    ข้อดี สินค้าบางอย่างที่จำเป็นกับชีวิตประจำวัน จะมีราคาที่มีเหมาะสม มากขึ้นไม่แพงเกินไปเหมือนปัจจุบัน เพราะตลาดจะเป็นผู้กำหนด ไม่ใช่ กิจการผูกขาด เหมือนเช่นปัจจุบัน 
 
4. ทรัพยากรบุคคล มีมากขึ้น 
    เนื่องจาก สายอาชีพ ไทยเราเปิดรับคนต่างชาติเข้ามามาก ทำให้โอกาส ของผู้ที่เป็นโสด มีมากขึ้น ประชากรในบางประเทศอาจมีมากเกิน และบางประเทศอาจมีน้อยเกิน ซึ่งจะทำให้เกิดมาตรการในการดึงดูดคนให้เข้ามาเป็นประชากร เพิ่มมากขึ้น เราจะได้เห็นภาพ ลูกหลานไทย หน้าตาแปลกไปมากขึ้น แต่เป็นกฏธรรมชาติ ที่ต้องทำการผสมข้ามพันธุ์เพื่อให้สายพันธุ์ ได้แตกหน่อ และคงสภาพในอนาคตได้ 
 
5. การเดินทาง และการคมนาคมขนส่ง เปลี่ยนไป
    เนื่องจากไทยตั้งในดง แห่งการเชื่อมต่อ สามารถขนถ่ายสินค้าผ่านไปยังประเทศต่างๆ ใน AEC ได้อย่างสะดวกและเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อได้ ทำให้นานาประเทศจะเข้ามา ขนผ่านสินค้า ผ่านไทยหรือเป็นที่พักสินค้า โดยเป็นเมืองท่าในการขนส่ง ทำให้ไทยจะมีการพัฒนาระบบ คมนาคม (ไม่เกี่ยวกับรถไฟฟ้า นะครับ)
   ข้อดีคือ ธุรกิจที่จะเฟื่องฟูคือ Logistis และ Hotel จะเกิดขึ้นอย่างมาก โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่เหมาะสมแก่การท่องเที่ยวด้วยจะทำให้ธุรกิจทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับการคมนาคม เจริญอย่างมาก 
 
6. ชาติมหาอำนาจสูญเสียการต่อรอง 
    ประเทศมหาอำนาจที่เคยคุมทุกอย่างจะด้อยอำนาจในการต่อรองกับกลุ่มประเทศ AEC เนื่องจาก เมื่อรวมกลุ่มประเทศแล้ว จะตัดปัญหาเรื่องการขาดแคลนสินค้า บางอย่างที่ต้องนำเข้าจากประเทศมหาอำนาจ โดยกลุ่มประเทศ AEC นั้นมีทรัพยากรที่ต้องการ และสนับสนุนกันในกลุ่มได้ โดยจะลดการนำเข้าจากนอกกลุ่ม ในระยะสั้น และระยะยาวจัดทำการทดแทนสินค้าเพื่อลดการนำเข้า ได้
 
สรุปเท่าที่ได้จากการศึกษาและเป็นวิทยากรในหลายๆ องค์กร เราจะได้เปรียบหากเราสามารถปรับตัวได้และพัฒนา ความสามารถของเรา ให้เป็นเหมือนหนึ่งน้ำครึ่งแก้ว หาไม่แล้วเราจะเป็นได้เพียงแค่ เศษธุลีที่มีแต่คนเขี่ยทิ่้ง AEC เป็นเหมือนดาบสองคม สำหรับ โลกเป็นสิ่งที่ดีและจำเป็นแต่สำหรับคนไทย อาจจะเป็นสิ่งที่ไม่ดีแต่ข้อดีคนไทยคือ ถ้ายังไม่เจอ ก็ยังไม่คิด 555
 
สุดท้ายนี้ ERP จะเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จำเป็น ในการเก็บข้อมูลและเชื่อมต่อองค์กรขนาดใหญ่ขึ้นในอนาคต เพราะว่าระบบที่เป็น ERP นี้ จะต้องทำการรองรับเรื่อง IFRS ที่จะเข้ามา พร้อมๆกับ AEC โดย IFRS คือ กฏการบันทึกข้อมูลทางบัญชีที่เป็นสากล คนไทยเรายังทำบัญชีแบบคนไทย หลายๆประเทศที่เข้ามาเห็น ก็ต่างร้อง Thailand Only มีอยู่จริงครับ เราคงต้องปรับมาตรฐานการทำงานของเราให้เข้ากับสากลได้มากขึ้น และระบบที่มีอยู่ใน Local SOftware นั้นมีเพื่อรองรับบางอย่างที่ผิดๆของคนไทย ทำให้เป็นมาตรฐานการทำงานที่ผิดๆ มาและเข้าใจว่าที่ทำคือสิ่งที่ถูกแล้ว ดังนั้น ควรเปิดใจและมองโลกกว้างมากกว่าที่เคยเห็นเคยทำ นะครับ เพื่ออนาคตที่จะเข้ามา 
 
ข้อคิดสักนิด
 
ไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูก
แต่ถ้ายึดติด ผูกความคิดไว้กับเสา
เหมือนควายที่เค้าล่ามไว้ ให้เดินวนเอา
รอบๆเสาก็เป็นหลุม ไว้ฝังควาย ! 
 
 
 

edit @ 21 Apr 2014 16:11:56 by SAP

การออกมาเป็นนายตัวเอง

posted on 10 Oct 2012 16:47 by chaiz999
ถึงวันนี้ครบ 2 ปีแล้วที่ออกมาทำเอง 
 
ผมมีอะไรจะบอกคนที่อยากออกมาทำเอง ว่ามันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด 
 
ผมออกมา เพราะทางคนที่รู้จักบอกว่า จะส่งงานให้ และบริษัทเค้า งานมีเยอะมากจะได้ส่งให้ 
ก่อนออก ผมก็คอนเฟิร์มกับเค้าก่อนว่า ผมตั้งใจแล้วนะ เค้าบอกว่า ดีเลย งานเค้าเยอะ จะส่งให้
พอออกมาจริงๆ ก็มีการหักหลังเกิดขึ้น เค้าบอกว่า อ้าวเหรอ เค้าเคยพูดด้วยหรือ 
 
อันนี้ขอสงวนชื่อ ไว้แต่ได้ใส่สรรพนามคนนี้แทนว่า '$@=:=X๐' นะ 
 
แต่ก็ขอบคุณมาก ที่สอนให้รู้ว่า ข้างนอกนี้ มันหักหลังกัน ง่ายๆ และผมก็พลาดเองที่ไม่ยอมทำ เอกสารให้เซ็นต์ เพื่อป้องกันกรณีเช่นนี้ บทเรียนนี้ราคาแพง และเจ็บแสบมาก
 
ผ่านไประยะหนึ่ง ได้งานมา พอหล่อเลี้ยงตัวเองและลูกน้องได้ จากผู้มีพระคุณ อีกท่านหนึ่ง แต่จากการทำงาน มันก็มีอุปสรรค เนื่องจาก แค่พออยู่ พอกิน แต่ไม่โต จนลูกน้องต้องทยอย ไปดีทีละคน แต่ก็ดีตรงที่ว่าทุกคนไปได้ดีหมด 
 
ผมเองก็สู้ต่อไป เนื่องจากต้องการ ทำสิ่งที่ต้องการไปเรื่อยๆ และได้มารู้จักกับ Dog เตอร์คนหนึ่ง ที่ทำงาน โครงการราชการด้วย คนนี้แหละที่ทำให้ผมรู้จักคำว่า "ใต้โต๊ะ" และ"ทำนาบนหลังคน" กับ "โจรปล้นชาติ" เป็นอย่างไร 
 
ทำงานราชการมาได้สักพัก Dog ท่านนี้ก็เริ่มออกลาย โดยการไม่จ่ายค่าทำงาน และงานราชการนี่ มันบอกว่า หวานหมูมาก แต่ไม่เห็นมันทำอะไรเลย ได้ตังค์ก็หายตัว โกงคนไปหลายคน ซึ่งผมเองก็ชวนรุ่นพี่ มาทำด้วยกัน เพราะเราอยากสอนให้คนอื่นรู้ทันเล่ห์กล แต่ทั้งผมและรุ่นพี่ก็เสียความรู้สึกไปเลย จนเข้าใจเลยว่าคนที่เค้าอยากทำอะไรเพื่อชาติ เพื่อคนอื่นๆ มันไม่อยากทำเพราะอะไร 
 
อย่างน้อยมันก็ทำให้รู้ว่า โลกนี้มีคนสกปรกอยู่เยอะแค่ไหน และทำไม มันโกงกินชาติกันเยอะขนาดนี้นะ แต่สิ่งที่ได้มาคือ การได้รู้จักคนดีๆ เช่น ผอ. เป็นคนที่จิตใจดี และไม่เอาสิ่งที่สกปรก อย่างน้อยบ้าน ผอ. ท่านนี้ก็อยู่อย่างพอเพียงไม่ได้ฟุ้งเฟ้อ 
 
 
บทเรียนนี้ สอนผมให้รู้ว่า การเอาตัวรอดในโลกนี้ ช่างโหดร้าย 
พระท่านหนึ่งเคยสอนผมว่า "คนที่เหมือนกันมักดึงดูดคนที่เหมือนกันไว้ใกล้กัน" อันนี้เป็นจริงเนื่องจากคนที่คดโกง นั้นก็จะคบแต่คนที่คดโกงเช่นเดียวกับมัน รอบๆข้างจึงมีแต่คนที่เหมือนกัน 
 
ผมจึงได้แต่คิดไว้ว่า "ต้นไม้ใหญ่ถ้าไม่เจอพายุ รากก็จะไม่แข็งแรง "
ช่างเป็นโชคดีจริงๆที่ได้เจอพายุ 2 ลูกนี้ ทำให้ผมแข็งแกร่งขึ้น และเรียนรู้โลกมากขึ้น 
 
หลังจากนั้น ผมก็ได้เจอแต่คนดีๆ อีกมากมายที่คอยช่วยเหลือ และทำให้ผมโตขึ้นมาได้ 
สิ่งที่อยากบอกทุกคนนั้นคือ การที่เราจะอยู่ได้ในโลกนี้ ให้คบคนที่ดีๆ ไว้ให้มาก และเกื้อหนุนคนดีๆ ให้สามารถอยู่ได้ต่อไป ให้พัฒนาประเทศชาติได้อย่างยั่งยืน อย่าได้สนับสนุนคนที่ไม่ดี และตัดสัมพันธ์ทันทีอย่าเสียดาย
 
ตอนนี้ ครบ 2 ปีพอดี จึงเป็นโอกาสดีที่จะสรุปสิ่งที่ผ่านมา ให้เป็นบทเรียนกับทุกท่านได้ว่า 
1. ทำงานอะไรต้องเป็นเอกสารให้ดี
2. คบใคร ต้องเลือกคบคนที่ดี
3. ทำใจ ว่าไม่มีอะไรที่สมบูรณ์ในชีวิต 
4. หาทางเลือก เผื่อกรณีฉุกเฉินเสมอ (อย่าคิดหากินทางเดียวเผื่อไว้อีกสักทางสองทาง)
5. ซื้อใจคนด้วยเงินได้ ซื้อไป จะได้เหลือแต่คนดีๆ ที่เงินซื้อไม่ได้ อย่าเสียดาย 
6. คิดในทางบวกเสมอ เพราะไม่มีใครช่วยคุณได้
7. เงินไม่ใช่ทุกสิ่ง พูดแต่สิ่งที่เป็นจริง ไม่โกหก
8. อย่าเห็นแก่เงิน อย่าเมินงานหนัก อย่ามักง่ายไป อย่าใจร้อนตัดสิน
 
 
ขอฝากให้ทุกคนที่ออกมาสู้เอง ได้อะไรดีๆติดตัวไปตลอดนะครับ 
 
ขอบคุณครับ