ในขณะนี้คงไม่มีใครไม่กล่าวถึง กรีซ ประเทศที่มีปัญหาเรื่องหนี้มากที่สุดในตอนนี้่ และพี่ใหญ่อย่างจีนเองก็เช่นกัน
 
กรีซเป็นประเทศที่มีอารยธรรมเก่าแก่ และสามารถดึงเงินจากการท่องเที่ยวได้มหาศาลต่อปี แต่กลับกลายเป็นว่าสภาพเศรษฐกิจ ไม่ได้เติบโตไปอย่างที่ควรจะเป็น มีนักการเงินนักการตลาดหลายๆคนวิเคราะห์ ว่าเกิดจากรัฐบาลที่บริหารงานไม่ได้และมีการฉ้อฉลเป็นเวลานาน ทำให้ยากต่อการแก้ไขและฟื้นฟู ซึ่งตอนนี้ต้องกลายเป็นว่า ต้องทำตามที่ประเทศเจ้าหนี้เรียกร้องทุกอย่าง ในมุมมองของคนกรีซเองไม่เห็นด้วย แต่ในมุมของเศรษฐกิจ เป็นการยากที่จะดื้อดึงต่อไป เพราะจะทำให้ประเทศถอยหลังมากขึ้น และไม่มีเงินหมุนเวียนในประเทศอย่างเพียงพอ จะทำให้เกิดเหตุการณ์บานปลาย ในอนาคต
 
พี่จีน ยักษ์ใหญ่แห่งเอเซีย ตอนนี้ก็เข้าขั้นวิกฤติ จากการที่ปล่อยสินเชื่อเพื่อการลงทุนแก่นักลงทุนรายย่อย รายย่อยจริงๆครับ อาเจ็ก อาม่า อาซิ้ม เล่นกู้มาเล่นกันเป็นแถว และเกิดการขาดทุน เพราะเค้าบอกแล้วว่า การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดดื่มไม่เกินวันละ 2 ขวก
    ประเด็นของพี่จีนเกิดจากการที่ตลาดจีนโตเร็ว และเร็วเกินกว่าที่ประชาชนจะคาดคิดทำให้เกิดการลงทุนจากต่างชาติมากขึ้น และตลาดขยายตัวเร็วเกิน ทำให้เกิดนักลงทุนรายย่อย และมหาเศรษฐีเกิดใหม่มาก ทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยที่ขาดวินัยและความรอบคอบ เมื่อขาดทุนต้องทำการขายสินทรัพย์และสิ่งที่ลงทุนไปออก ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมของน้ำเมื่อมีการเทขาย ออกแต่ขาดคนซื้อ ตลาดจึงระส่ำระสาย และสุดท้ายจะกลายเป็นเหมือนไทยในยุค 40 ที่สภาวะฟองสบู่แตก
 
เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน ผมเคยคิดว่า จีนน่าจะมาถึงจุดที่เริ่มก่อหนี้มากขึ้นเมื่อรัฐบาลประกาศให้ปล่อยสินเชื่อในระดับย่อยเพื่อการลงทุนมากขึ้นและจะต้องเกิดภาวะฟองสบู่แน่ๆ เพราะอาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์หลายๆท่านก็ว่าเช่นนั้น ดูง่ายๆจากการที่สินค้าจีน ราคาถูก แต่ด้อยคุณภาพ ถ้าจะทำให้เกิดการเติบโตได้จะต้องสร้างสินค้าที่มีคุณภาพ กำไรจึงจะมากขึ้น ดังเช่นปัจจุบันจะเห็นได้ว่า สินค้าในระดับ hi-end ของจีนเริ่มเข้ามา แต่กว่าจะถึงจุดนี้บริษัทต่างๆทั้งหลาย สะสมภาวะขาดทุนมาเท่าไร รัฐบาลไม่ได้มองจุดนี้ ทำให้อนาคต คือปัจจุบันนี้เกิดภาวะฟองสบู่ เพราะแบกรับภาวะไม่ไหว
 
กลับมาดูที่ไทย เราผ่านจุดของกรีซ คือ IMF เข้ามาและผ่านจุดของจีนมาแล้ว เรื่องของภาวะฟองสบู่ แต่ปัจจุบันเรายังไม่ได้ดีขึ้นเท่าไร แล้ัวจะทำอย่างไรให้สามารถรักษากิจการ และเดินหน้าต่อไปได้ ถ้าคนเคยเรียนมาจะรู้ได้ว่า รายได้ไม่เพิ่มแต่ค่าใช้จ่ายคงที่ต้องทำการลดค่าใช้จ่ายในองค์กร ดังเช่นหลายๆองค์กร ใช้วิธีการเอาพนักงานออก บางคนจัดการตัดค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าโทรศัพท์ หรือเบี้ยเลี้ยงพนักงานออก แต่วิธีการที่เหมาะสมที่สุดคืออะไรทราบไหมครับ
 
คือการจัดการทรัพยากรในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการนำระบบ ERP มาใช้ในองค์กร
ตัวอย่าง เมื่อก่อนผมเคยทำให้บริษัทหนึ่ง มีพนักงานบัญชี 14 คน จัดซื้อ 8 คน และฝ่ายต่างๆ รวมกันทั้งสิ้นประมาณ 400 คน เพราะอะไร เพราะเกิดการทำงานซ้ำซ้อน เช่นฝ่ายหนึ่งออกเอกสาร แล้วส่งเอกสารให้อีกฝ่ายทำการคีย์เข้าระบบ ของแต่ละฝ่ายเอง และบางคนคีย์ผิดพลาดต้องมาให้อีกคนแก้ไขอีก สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นส่วนสูญเสียในองค์กร เมื่อนำระบบ ERP เข้าไปใช้ในองค์กรทำให้ไม่ต้องมาคีย์ซ้ำ ลดระยะเวลาในการส่งเอกสาร และลดความผิดพลาด ทำให้พนักงานบัญชี เหลือ 4 คนที่เหลือ ย้ายไปทำ internal audit ทำให้ปรับปรุงกระบวนการทำงานของแผนกต่างๆ ได้มากขึ้น
     และบางบริษัท เกิดอาการ พนักงานการเงิน ทำงานมา 10 ปี ซื้อรถบรรทุกสิบล้อได้ 2 คัน โดยการทำรายการจ่ายในระบบ และออกเช็ค พร้อมทั้งลบข้อมูลในระบบทิ้ง ทำให้ตรวจสอบไม่เจอ เมื่อบริษัท เปลี่ยนมาใช้ระบบ ERP มันลบรายการทิ้งไม่ได้ เลยพบว่า คนๆนี้สั่งจ่ายเช็คเข้าบริษัท ตัวเอง ครั้งละแสน สองแสน มาตลอด 10 ปี และพยายามเข้าไปแก้ไขรายการ แต่ระบบเก็บ Log Tracking หมดว่าทำอะไรไปบ้าง จึงจบลงด้วยการได้กินข้าวฟรีไปอีกหลายปี
    คนไทยไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา นี่ท่าจะจริง ถ้าหากเราไม่ถูกบีบ บังคับคงไม่มองหาระบบ ERP ที่ดีๆมาใช้ และผมมองว่า เวลานี้เศรษฐกิจเรายังไม่สามารถฟื้นฟูได้อย่างแท้จริง จึงควรจะถึงเวลาจัดระเบียบองค์กรเสียใหม่ให้สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้มากขึ้น เพื่อลดต้นทุนในองค์กรได้อย่างแท้จริงและไม่เป็นการทำร้าย หรือเบียดเบียนใคร
 
    สุดท้ายนี้ผมขอ หวังว่าคนไทยจะมองวิกฤติให้เป็นโอกาส เวลาที่กิจการไม่มีกิจกรรม มากมายเช่นดังแต่ก่อน ก็เป็นสัญญาณที่ดีในการปรับกระบวนการทำงานขององค์กรให้มีประสิทธิภาพ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้เมื่อตลาดเปิด จะเป็นการดีทีสด
 
    คำของซุนวูว่าไว้ "ยามสงบ ใช้ฝึกไพร่พล ยามรบ ใช้แผนการ "